บทที่ 4 เพื่อนร่วมทาง
ตอนที่ 4 เพื่อนร่วมทาง
“วันมะรืน สองแม่ลูกนั้นจะไปงานเปิดตัวโรงแรมใหม่ของพ่อกับพี่ชายเธอที่กระบี่” คนที่ก้มหัวหลบแก้วเหล้าลอยได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงมาหาผม
“โรงแรมใหม่ของพ่อที่กระบี่อย่างนั้นเหรอ ผมเคยได้ยินพี่ตะวันพูดถึงอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยไป”
“ฉันจะไปที่นั่นเพราะมีเรื่องเลวระยำสำคัญต้องทำ”
“แล้ว...” ผมลากเสียงยาวเลิกคิ้วสูง
“เธอควรไปด้วย เพราะมีบางอย่างที่เธอจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับโรงแรมนี้”
“ไปกระบี่เนี่ยนะ คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า ตอนนี้ผมเป็นคนตายใช้ชีวิตอยู่ไม่ต่างจากผีเร่ร่อน บัตรประชาชนก็ไม่มีผมจะเอาอะไรไปซื้อตั๋วเครื่องบินอีกอย่างสองแม่ลูกนั่นจ้องจะฆ่าผมอยู่ คุณเองก็เห็นแล้วยังจะให้ผมเดินลากกระเป๋าไปขึ้นเครื่องบิน...”
“รถทัวร์...”
“ฮะ!”
“ฉันจองตั๋วรถทัวร์ไว้ให้เธอแล้ว แบบนั้น...ปลอดภัยกว่า”
“รถทัวร์! คุณจะให้ผมนั่งรถทัวร์ไปกระบี่เนี่ยนะ ไอ้คนใจดำ นี่คุณเห็นผมเป็นตัวอะไรเนี่ย” ผมร้องโวยวายขึ้นมาในหัวกำลังประมวลผลภาพแผนที่ประเทศไทยแล้วปักหมุดระยะทางระหว่างกรุงเทพกระบี่ถึงจะไม่ได้แม่นยำนักแต่มันก็ไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ เลย
“ทำไมล่ะ เธอเดินทางโดยเครื่องบินไม่ได้เรื่องนั้นเราสองคนต่างรู้ดีแต่จะใช้รถของฉันมันก็คงไม่เหมาะ เพราะถ้าพวกนั้นรู้เข้าแผนเราพังพินาศแน่ อีกอย่างพวกมันคงไม่คิดว่าคนอย่างนายทิวาจะนั่งรถทัวร์กระจอกๆ แน่ แบบนี้ทางสะดวกแถมยังปลอดภัย”
“คุณนี่มันไอ้คนเลวเจ้าแผนการ”
“ขอบใจที่ชม นี่ตั๋วรถทัวร์ของเธอ ฉันจัดการซื้อให้แล้ว”
“ไอ้คุณพสิษฐ์ ไอ้คนใจดำ อำมหิต แล้งน้ำใจ ไอ้คนใจทมิฬหินชาติ”
“หือ ด่าไปก็เท่านั้น ยอมรับเถอะว่าคนใจดำอำมหิตคนนี้เป็นเพียงคนเดียวที่ช่วยให้เธอแก้แค้นสำเร็จ” หน้าระรื่นยื่นยิ้มยียวนกวนประสาท
“โว้ยยย เกลียดฉิบหายเลยโว้ย” ผมเหวี่ยงขาเตะใส่เจ้าของยิ้มกวนตีนพร้อมกับทุบกำปั้นใส่มันไปหลายที
“โอ๊ย”
“จำไว้เลยนะ มีโอกาสเมื่อไหร่ ผมเอาคืนแน่” ผมคว้าตั๋วรถแล้วถีบขาเตะหน้าแข้งแข็งนั้นก่อนจะเดินกลับไปยังห้องใต้บันไดของตัวเอง
ผมเดินขึ้นมาบนรถทัวร์ ตามตั๋วที่ไอ้คนใจดำอำมหิตมันเสแสร้งทำดี แต่ความจริงประสงค์ร้ายจองตั๋วให้ รถทัวร์คันใหญ่ขนาดประมาณไม่เกินสามสิบที่นั่ง เป็นเบาะหนังเรียงกันเป็นแถว ดูไปดูมามันก็คล้ายๆ ที่นั่งบนเครื่องบิน แต่เหม็นอับกว่านิดหน่อย ผมอ่านเลขที่นั่งของตัวเองแล้วเดินลึกเข้าไปเกือบสุดทางเดิน เห็นมีป้าคนหนึ่ง นั่งแทะข้าวโพดต้มอยู่ก่อนแล้ว จึงแทรกเอาตัวเองเข้าไปนั่งประจำที่ตามหมายเลขตรงหางบัตรซึ่งติดริมหน้าต่าง ครั้งนี้นับเป็นการเดินทางอันแสนทรมานที่สุดในชีวิตผม
“เดี๋ยวเราจะแวะพักรถตรงนี้สามสิบนาทีนะครับ” เสียงคนทำหน้าที่เหมือนกระเป๋ารถเมล์ร้องตะโกนจนผมสะดุ้งตื่น
นาฬิกาข้อมือเข็มสั้นหมุนไปหยุดอยู่ที่เวลาห้าทุ่ม ผมขยับเปลี่ยนท่านั่งให้มันสบายตัวที่สุด ตามองสำรวจออกไปนอกหน้าต่างเห็นด้านนอกนั้นเป็นคล้ายๆ ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ ผมเห็นป้าที่นั่งด้านข้างลุกเดินหายไปแล้วไม่ได้ใส่ใจอีก ผ้าห่มบางถูกดึงตลบขึ้นมาคลุมจนมิดหัวก่อนจะเอนหลังลงไปซุกตัวนอนกับเบาะนุ่ม โดยไม่สนใจลงไปเปลี่ยนอิริยาบถหรือเข้าห้องน้ำ หาข้าวต้มกินอย่างผู้โดยสารส่วนมากที่เป็นผู้ชายตัวใหญ่ๆ ทยอยเดินลงไปจากรถ
“อื้อ ไอ้เหี้ยใครวะ” ผมดีดขายกขึ้นมาถีบ เมื่อมือใครบางคนล้วงเข้ามาภายใต้ผ้าห่มมืด
“ไง...นั่งสบายมั้ย” คนที่ซื้อตั๋วให้นั่งยิ้มเผล่ทำหน้าเจ้าเล่ห์อยู่บนเบาะนั่งด้านข้าง
“นี่คุณมาได้ยังไง”
“กระโดดร่มลงมาจากเครื่องบินเมื่อกี้”
“อย่ามาตลก!”
“เธอนี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย” คนตัวสูงเกินมาตรฐานชายไทยปรับเบาะนั่งเอนไปด้านหลัง จนผมต้องหันไปมองเพราะเกรงใจคนที่นั่งแถวถัดไป แต่พอชะโงกหน้ายื่นไปจึงเห็นว่ามันเป็นเพียงเบาะเปล่าๆ ไม่มีข้าวของสัมภาระหรือผ้าห่มวางไว้
“ลงไป” ผมผลักหัวไหล่คนหน้ามึนแรงๆ เพราะเห็นว่าผู้โดยสารบางส่วนเริ่มทยอยกลับขึ้นมาบนรถแล้ว
“ลงไปไหนล่ะ นี่ที่นั่งฉัน” มือข้างหนึ่งยื่นตั๋วรถชูอวดให้ผมเห็น
“ฮะ...”
“ซื้อต่อป้าคนเมื่อกี้มา หมื่นนึง”
“นี่คุณสติดีมั้ยเนี่ย ซื้อตั๋วรถเนี่ยนะหนึ่งหมื่น รวยอย่างเดียวทำไม่ได้นะต้องโง่ด้วย”
ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแล้วเลือกนอนตะแคงข้าง หันหน้าออกไปทางกระจกหน้าต่าง ทิ้งแผ่นหลังไว้ให้คนสติไม่ดีมองมันต่างหน้า ความปวดเมื่อยเพราะระยะทางอันยาวไกลและเวลาที่โคตรนาน เล่นงานจนผมนั่งนอนแทบไม่เป็นสุข รองเท้าผ้าใบถูกถอดทิ้งไปไว้ด้านล่างนานแล้ว ขาสองข้างถูกงอขึ้นมาอยู่ในท่านั่งขด หมุนซ้าย หมุนขวา ขยับพลิกตัวไปมาด้วยความทรมาน
“นั่งไม่สบายเหรอ”
“สบายมากมั้งเนี่ย สบายสุดๆ เหยียดแขน เหยียดขาตีลังกาเหมือนนอนอยู่บ้านไม่มีผิด” ผมเบะปากพูดประชด
“มานี่สิ” อุ้งมือใหญ่ช้อนสะโพกยกผมขึ้นไปวางไว้บนตัก
“นี่คุณทำอะไร” ผมหันขวับกลับหลังไปมองทางเดินมืดๆ กับด้านหลังเบาะนั่งที่มีหัวคนโผล่ขึ้นมาเป็นเงาตะคุ่มๆ เนื่องจากเวลานี้ไฟทุกดวงบนรถถูกดับลง เพราะผู้โดยสารส่วนมากหรือน่าจะเกือบทั้งหมดพร้อมใจกันหลับสนิท
“มาหาอะไรทำแก้เบื่อกันดีกว่า อีกตั้งหกชั่วโมงกว่าจะถึงกระบี่”
“ทำอะไร” ผมลดเสียงลงถลึงตาใส่ไอ้คนบ้ากาม
“เธอไม่รู้จริงเหรอว่า ฉันอยากชวนเธอมาทำอะไร”
“ในหัวคุณนี่มันไม่มีความคิดอะไรดีๆ ใส่อยู่เลยใช่หรือเปล่า ถึงได้คิดแต่เรื่องราวบ้าบอพวกนี้”
“เงี่ย...นี่มันเป็นความคิดที่ไม่ดีอย่างนั้นเหรอ”
“ไอ้คนลามก”
“ก็คนมันเงี่ย...จะให้ทำยังไงล่ะ”
ใบหน้าซุกก้มลงมาขบฟันกัดหัวนมจนผมสะดุ้ง เกือบหลุดปากตะโกนด่า จนเมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังนั่งอยู่บนทัวร์ จึงทำได้แค่ยกมือขึ้นมาตะปบปากตัวเองไว้ แผ่นหลังสัมผัสได้ถึงฝ่ามือร้อนที่กำลังล้วงทะลวงผ่านเนื้อผ้าซึ่งเป็นเพียงเสื้อยืดธรรมดาราคาถูก เพราะตั้งใจว่าจะเดินทางปะปนกับคนทั่วไปจึงไม่อยากแต่งตัวให้เป็นจุดสะดุดตา
“นี่...หยุดนะคุณ” ท่อนแขนดันไหล่หนาไอ้บ้าจอมหื่น รีบหันไปมองรอบตัวหวาดกลัวระแวงผู้โดยสารคนอื่นตื่นมาเห็น
“นั่งเฉยๆ เสร็จเมื่อไหร่ฉันหยุดแน่” มือยาวยื่นไปกระตุกผ้าม่านหน้าต่างด้านข้างให้ปิดลง พร้อมกับเสื้อยืดของผมถูกร่นยกสูงขึ้นมาวางค้างพาดคล้องไว้กับคอ มือข้างหนึ่งดึงคอผมให้ต่ำลงไป ก่อนจะมอบจูบให้เหมือนเขาไม่แคร์สักนิดว่าอาจมีคนลุกขึ้นมาเห็นกิจกรรมพิเรนทร์ของเราสองคน
ผมรู้สึกถึงมือหยุกหยิกวนๆ เวียนๆ อยู่แถวเป้ากางเกงแต่ยังไม่ทันก้มลงไปมองหรือร้องห้าม กางเกงถูกดึงร่นลากลงไปกองอยู่จนถึงตาตุ่ม ช่วงเวลานาทีเดียวกันไม่เกินไปจากนั้น ท่อนเนื้อใหญ่ดีดผึ่งทะลึ่งพรวดอวดความยาวและความใหญ่อลังการขึ้นมาตั้งซ้อนเคียงกันกับท่อนเนื้อของผม
“ผมบอกแล้วไงว่าระหว่างเรา...ไม่มีครั้งที่สอง” ผมเหลียวหลังหันกลับไปมองเบาะนั่งผู้โดยสารที่เหลือ เห็นเพียงความมืดกับหัวเอียงโยกไป โยกมาตามจังหวะการเคลื่อนตัวของรถ
“แต่ฉันไม่ได้ตอบรับ”
“ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย ทำไมหน้ามึนขนาดนี้”
“งัดขึ้นมาตั้งโด่ขนาดนี้ เธอคิดว่าฉันล้อเล่นหรือไง”
“คุณนี่มันไอ้คนลามก ไอ้คนบ้ากาม หน้ามืด หื่นกาม เอาแต่ใจ”
“เธอนี่มัน....ปากจัดน่าจูบจังเลยนะ” กลีบปากนุ่มยื่นมาจูบเบาๆ ข้างมุมปากผม
“ขนาดผมปากจัด ด่าคุณไม่มีพักขนาดนี้ คุณยังไม่รู้สึกสะทกสะท้าน ยังไม่สำนึกหรือรู้สึกละอายเลยด้วยซ้ำ”
“ถ้าเธอด่าเก่ง ฉันก็คงทำหูทวนลมเก่งละมั้ง ทิ...เอากันนะ”
“นี่...”
“หยุดโวยวาย แล้วมาผ่อนคลายกันดีกว่า ไหนเมื่อกี้เธอบอกว่าเมื่อยไงฉันนวดเก่งนะ” มือใหญ่กำรวบกระบอกเนื้อคู่เข้าด้วยกันก่อนจะสาวมือรูดขึ้นรูดลงอย่างนุ่มนวล จูบหวานสลับลิ้นฉ่ำผลัดกันล้วงเข้าไปสำรวจโพรงปากของอีกฝ่ายดูดเลียซับน้ำหวานรสชาติดี
“หือเป็นไง โอเคมั้ย” ลิ้นเปียกเลียลูกกระเดือกทำผมเสียวจนขนลุก ไอ้ที่ตั้งท่าว่าจะดิ้นรนขัดขืนเลยกลายเป็นแหงนหน้า แอ่นอกยกหัวนมให้หื่นทั้งดูดทั้งเลีย มือสองข้างวางพักเกาะไหล่กว้าง บั้นท้ายบดโยกขยับไปตามแรงอารมณ์ผสมผสานทั้งสองฝ่าย
“อืม”
ผมเพียงพยักหน้ารับแล้วขยับตัวเข้าไปซบหน้าลงบนไหล่กว้าง สะโพกลอยร่อนหาสัมผัสอุ่นของท่อนเนื้อใหญ่ เพื่อต้องการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมพร้อมสำหรับการเดินหน้าต่อไป เล็บจิกแกล้งข่วนไปบนแผ่นหลังแน่นช่วยระบายความเจ็บ ความจุกและอาการเสียวแต่ไม่อาจส่งเสียงครวญครางออกมาได้อย่างใจ จึงทำได้เพียงกอดรัดและกัดคอไอ้คนบ้ากามเป็นการแสดงออกถึงความพอใจกับรสชาติแปลกใหม่อันท้าทาย
“อ๊ะ!” ผมยกมือขึ้นมาอุดปากเมื่อรถทัวร์เจ้ากรรมเหมือนมันวิ่งไปตกหลุม แรงกระแทกกระทุ้งท่อนเอ็นใหญ่เข้าไปข้างในชนกับอะไรเสียงดังกึก ขนหัวขนหูผมลุกชันไปทั้งตัว
“เป็นไรมั้ย”
“เจ็บ”
“ขยับขึ้นมาบนนี้สิ” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ พร้อมกับขยับท่านั่งของผมให้เหมาะสมกว่าเดิม บั้นท้ายอ่อนแอ่นช้อนลอยขึ้นไปในอากาศ ให้นายพสิษฐ์เป็นฝ่ายขยับยกดันสะโพกหนักขึ้นมาหาเอง โดยไม่จำเป็นที่ผมจะต้องโยกกดสะโพกลงต่ำ
“คุณพสิษฐ์...เสียวจัง” ร่องเนื้อส่วนล่างถูกผมขยับขมิบเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าผมกำลังเดินไปสู่จุดสูงสุดของความเสียว
“อีกนิดเดียวนะ”
“อือ”
“เกาะฉันไว้ให้แน่นๆ” ปลายเท้าข้างหนึ่งถูกผมจิกเหยียบลงไปบนขอบกระจกกั้นริมหน้าต่างรถ ขาอีกข้างข้ามไปเหยียบเบาะที่นั่งว่างอีกฟากของแถวที่นั่ง สะโพกลอยรอคอยการกระทุ้งสะดุ้งกระแทกจากแท่งเนื้อร้อน เสียงกล้ามเนื้อหน้าขากระทบแก้มก้นนุ่มนิ่มของผมไม่รู้ว่ามันดังมากน้อยแค่ไหนเพราะประสาทสัมผัสทุกส่วนไหลไปกองรวมกันอยู่ตรงร่องรักเสียวซ่านที่กำลังฉีดน้ำพุ่งออกมากระเด็นจนเปียกไปจนถึงใบหน้าคม
“อ๊า...คุณ”
“ทิ...”
“นี่...คุณ” ผมทุบกำปั้นใส่แผ่นหลังแข็งเสียงดังอักใหญ่ เมื่อรับรู้ได้ถึงน้ำอุ่นๆ พุ่งฉีดเข้าไปภายในแถมยังไหลรั่วลงมาจนเปียกหน้าขา กลิ่นคาวอันเป็นลักษณะจำเพาะลอยคลุ้งตีฟุ้งขึ้นมาจนถึงจมูก ผมรีบหันไปคว้ากระดาษทิชชู่จากช่องเก็บของมาเช็ดทำความสะอาดเพราะกลัวว่าจะมีคนได้กลิ่นมัน
“เป็นไง เธอโอเคมั้ย”
“โอเคบ้าอะไรเล่า ไปนั่งไกลๆ เลยไป” ผมออกปากไล่แล้วรีบดึงกางเกงตัวเองขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว สายตายังไม่วายหมุนมองไปรอบตัวและรถทัวร์คันใหญ่ น่าแปลกเหลือเกินที่คนพวกนี้หลับอย่างกับตายเพราะไม่มีใครชะเง้อคอสงสัยไอ้เสียงตับๆ อิ๊ๆ อ๊ะๆ เมื่อครู่เลยสักคน
“อะไรกันทิ เมื่อกี้เรายังคุยกันดีๆ อยู่เลย เธอนี่อารมณ์แปรปรวนง่าย จนฉันตามไม่ทัน”
“อยากให้ผมอารมณ์ดี ครั้งหน้าก็หาทางทำให้ผมได้เดินทางด้วยวิธีที่มันสะดวกกว่านี้ ไม่ใช่ให้ผมมานั่งขดเป็นปูถูกมัดขาขยับไปทางไหนก็อึดอัด”
“เอาไว้ขากลับฉันพาเธอนั่งรถไฟ ดีมั้ย”
“นั่งไปคนเดียวเถอะ ผมไม่นั่งไปกับคุณหรอก”
“ไม่ต้องนั่งก็ได้ รถไฟสมัยนี้มันมีแบบตู้นอน แบบนั้นก็ดีนะ เราจะได้ลองเปลี่ยนบรรยากาศไง”
“จะนั่งหรือจะนอน ผมก็ไม่กลับไปกับคุณทั้งนั้น”
“เอาล่ะๆ วันนี้ไม่เถียงด้วยแล้ว เสียน้ำไปเยอะ มานอนได้แล้ว มาสิทิวา มาตรงนี้” มือตบลงตรงกลางอก ผมชกกำปั้นทุบมันหนักๆ สองสามทีเป็นการระบายอารมณ์หงุดหงิด แล้วปีนขึ้นไปนั่งหดคองอขาซบหน้าหนุนแผงอกนั้นต่างหมอน ผ้าห่มผืนใหม่ไร้กลิ่นคาวถูกดึงมาห่มให้พร้อมอ้อมแขนกว้างใหญ่กอดรัดเอาไว้อย่างหลวม
